บทที่ 3 สายตาที่เย็นชาของทายาทมาเฟีย
แสงแดดอ่อนๆ ยามเช้าตรู่สาดส่องผ่านหน้าต่างบานใหญ่ ทาบทับลงบนพื้นหินอ่อนขัดมันของคฤหาสน์หลังโต ปรางปวีร์ตื่นตั้งแต่ฟ้ายังไม่สาง หญิงสาวตั้งใจจะลงมาช่วยงานเล็กๆ น้อยๆ ในครัวเพื่อไม่ให้ตัวเองดูเป็นภาระของผู้มีพระคุณ ทว่าความเงียบสงบยามเช้ากลับถูกทำลายลงในพริบตา บรรยากาศในบ้านวันนี้ดูตึงเครียดและวุ่นวายผิดปกติ คนรับใช้หลายสิบชีวิตวิ่งสวนกันไปมาหน้าตาตื่น ราวกับกำลังเตรียมรับมือกับพายุลูกใหญ่
“เร็วเข้าสิ ยืนบื้ออยู่ทำไม! ไปเช็ดพื้นตรงโถงใหม่ให้เงาวับ คุณตุลย์ใกล้จะถึงแล้ว!” เสียงแหลมของป้านิ่มดังลั่นตั้งแต่เช้าตรู่
“ค่ะๆ ป้านิ่ม หนูจะรีบไปเดี๋ยวนี้ค่ะ”
“แล้วใครเอาแจกันดอกไม้สีนี้มาวาง คุณตุลย์เกลียดสีเหลือง จำไม่ได้หรือไง เอาไปทิ้งแล้วเปลี่ยนเป็นกล้วยไม้สีขาว!”
บรรยากาศในคฤหาสน์ตึงเครียดและเร่งรีบ คนรับใช้วิ่งวุ่นทำความสะอาดทุกตารางนิ้วเพื่อต้อนรับผู้เป็นนาย
เสียงเครื่องยนต์สปอร์ตคำรามกระหึ่มเข้ามา ขบวนรถหรูสีดำขลับสามคันแล่นเรียงจอดเทียบหน้ามุขพร้อมเพรียง คนขับรถรีบวิ่งลงมาเปิดประตูคันกลางอย่างนอบน้อม
รองเท้าหนังอิตาลีขัดมันแตะพื้นหินอ่อน ชายหนุ่มรูปร่างสูงสง่าในชุดสูทสีเทาเข้มก้าวลงจากรถ ท่าทางมั่นใจและทรงอำนาจ ใบหน้าคมคายเรียบตึงไร้รอยยิ้ม
“เรื่องสัญญาทางสิงคโปร์ เรียบร้อยดีไหม” ตุลย์เอ่ยถามโดยไม่ปรายตามองเลขาหนุ่มที่ตามลงมาจากรถคันหลัง
“เรียบร้อยครับบอส ทางนั้นยอมเซ็นตามเงื่อนไขใหม่ที่เราเสนอ ไม่กล้าหงายไพ่สู้เลยครับ”
“ดี บอกฝ่ายกฎหมายตรวจเอกสารให้รัดกุม ฉันไม่ชอบความผิดพลาด ถ้ามีปัญหาแม้แต่จุดเดียว พวกนั้นต้องรับผิดชอบ”
“รับทราบครับ... อ้อ เรื่องหุ้นส่วนที่ขอเจรจาต่อรองเปอร์เซ็นต์ไตรมาสหน้า”
“ปฏิเสธไปให้หมด” ตุลย์ตัดบทเสียงแข็ง
“ฉันไม่มีเวลาเล่นขายของกับพวกมือสมัครเล่น ถ้าไม่อยากร่วมลงทุนตามสัดส่วนที่ฉันกำหนด ก็ไสหัวไปหาบริษัทอื่น”
“แต่พวกเขาเป็นคู่ค้าเก่าแก่ หักหาญน้ำใจเกินไปอาจมีปัญหานะครับ” เลขาแย้งระมัดระวัง
“คู่ค้าเก่าแล้วยังไง” ชายหนุ่มแค่นหัวเราะ
“ในธุรกิจไม่มีคำว่าบุญคุณเก่า มีแต่ผลประโยชน์ ถ้าปรับตัวตามเกมฉันไม่ได้ ก็ถูกคัดทิ้ง ไปจัดการซะ”
“ครับบอส”
“ไงล่ะไอ้เสือของพ่อ” เสียงทุ้มกังวานของท่านประธานดังขึ้น พร้อมร่างสูงวัยที่เดินยิ้มกว้างออกมา
“ได้ข่าวว่าปิดดีลหมื่นล้านที่ดูไบเร็วกว่ากำหนดสองวัน เก่งมาก... ไม่เสียทีที่พ่อไว้ใจ”
“ขอบคุณครับพ่อ”
"แกนี่เกิดมาเพื่อเป็นนักธุรกิจจริงๆ เด็ดขาด อ่านเกมขาด บอร์ดบริหารหน้าหงายกันเป็นแถว”
“พวกนั้นก็ดีแต่เห่า พอเห็นตัวเลขกำไรก็แทบคลานมากราบเท้าผมแล้ว”
“ฮ่าๆๆ สมเป็นลูกชายฉัน พ่อภูมิใจในตัวแกจริงๆ ตุลย์ เข้าไปข้างในกันเถอะ แม่ครัวเตรียมอาหารเช้าไว้รอแล้ว”
“มันเป็นหน้าที่ครับ ผมบอกแล้วว่าจะไม่ทำให้สายเลือดเราเสียชื่อเด็ดขาด”
ชายหนุ่มพยักหน้ารับคำชมด้วยความนิ่งขรึม ก่อนที่สายตาคมกริบดุจเหยี่ยวจะตวัดผ่านไหล่ผู้เป็นพ่อ ปะทะเข้ากับร่างเล็กที่หลบอยู่หลังเสาหินอ่อน
“อ้าว ไปยืนทำอะไรตรงนั้นล่ะหนูปราง” ผู้เป็นพ่อหันไปตามสายตา กวักมือเรียก
“ออกมานี่สิลูก มาทำความรู้จักพี่เขาไว้”
ปรางปวีร์สูดลมหายใจลึก ก้าวออกจากหลังเสาอย่างกล้าๆ กลัวๆ เดินก้มหน้ามาหยุดข้างท่านประธาน สองมือชื้นเหงื่อประสานกันแน่นด้วยความประหม่า
“นี่หนูปราง... ลูกสาวบุญธรรมที่พ่อเพิ่งรับเข้ามาดูแล” ผู้เป็นพ่อบอกลูกชาย
“ส่วนนี่ตุลย์ ลูกชายคนเดียวของลุง เพิ่งกลับจากต่างประเทศ ทำความรู้จักกันไว้นะ”
“สวัสดีค่ะ” เธอยกมือไหว้และย่อตัวอย่างนอบน้อม ก่อนจะรวบรวมความกล้าเงยหน้าขึ้นสบตาเขา
ดวงตาของเขาว่างเปล่าและเย็นเยียบ กวาดมองเธอตั้งแต่หัวจรดเท้า เชื่องช้า ทว่าแฝงการประเมินค่าและเหยียดหยามจนเธอชาวาบไปทั้งตัว
“ลูกบุญธรรม?” ตุลย์ทวนเสียงเรียบ ไม่ยอมรับไหว้ ล้วงกระเป๋ากางเกงหันไปหาพ่อ
“ผมไม่อยู่แค่สัปดาห์เดียว พ่อว่างถึงขนาดหาเด็กที่ไหนก็ไม่รู้มาเลี้ยงเลยเหรอครับ... แล้วนี่โตป่านนี้แล้ว ทำไมยังต้องวิ่งโร่มาขอพึ่งใบบุญคนอื่นอีก”
“พูดจาให้มันดีๆ หน่อยตุลย์ น้องฟังอยู่” ชายวัยกลางคนปรามเสียงเข้ม ขยับบังหน้าปรางปวีร์ไว้
“น้องเพิ่งเสียแม่ พ่อรับปากแม่เขาไว้ หัดมีเมตตาบ้าง”
“ผมมีเมตตาเฉพาะกับคนสร้างกำไรให้บริษัทครับ” ชายหนุ่มตอบไม่แยแส
“ผมจำได้ว่าตัวเองเป็นลูกคนเดียว ไม่มีน้องสาว และไม่คิดจะมี”
“ไอ้ตุลย์!”
“ถ้าพ่ออยากหาคนเลี้ยงแก้เหงาก็ตามใจ เงินพ่อ บ้านพ่อ ผมไม่มีสิทธิ์ก้าวก่าย” ตุลย์ขยับเนคไทสบายๆ ขัดกับบรรยากาศตึงเครียด
“แต่รบกวนสั่งสอน ‘คนของพ่อ’ ให้รู้ที่ทางด้วย อย่ามาเพ่นพ่านแถวพื้นที่ส่วนตัวผม ผมเกลียดความวุ่นวาย และไม่ชอบให้ใครมาวุ่นวายกับของของผม”
“แกเพิ่งกลับมา อย่าเพิ่งหาเรื่องทะเลาะ ไปพักผ่อนซะ แล้วเย็นนี้ลงมาทานข้าวพร้อมกัน”
“ผมคงไม่รบกวนเวลาครอบครัวสุขสันต์ เย็นนี้มีนัดคุยงานต่อ”
“นี่แกจะไม่ไว้หน้าพ่อเลยใช่ไหม”
“ผมก็แค่ทำตามหน้าที่ งานบริษัทสำคัญกว่าเรื่องไร้สาระไม่ใช่เหรอครับ”
ชายหนุ่มปรายตามองปรางปวีร์อีกครั้ง มุมปากยกยิ้มเยือกเย็นที่ไปไม่ถึงดวงตา ก่อนจะก้าวเท้ายาวๆ เดินเลี่ยงไป ร่างสูงจงใจเดินเฉียดจนหัวไหล่หนากระแทกไหล่บางเซไปด้านหลัง เขาก้าวขึ้นบันไดไปราวกับเธอเป็นแค่อากาศธาตุ
ปรางปวีร์เม้มปากแน่น กำมือที่ประสานกันแน่น ข่มความสั่นสะท้านในอก รู้สึกได้ทันทีว่าผู้ชายคนนี้อันตรายและไม่ต้อนรับเธออย่างแน่นอน
